กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
หลวงพ่อชื่น วัดบวรนิเวศวิหาร สร้างอุโบสถเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ ร.9 วัดอัมพุวราราม จ.ปทุมธานี ปี 2543
07-IMGP1681.JPG
2017-2-6 08:20

07-IMGP1683.JPG
2017-2-6 08:21

ผลงานภาพและเนื้อหาทั้งหมดภายในเว็บไซท์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ หากชื่นชอบหรือต้องการนำไปเผยแพร่กรุณาแชร์ลิ้งค์กระทู้ไปนะคะ ขอบคุณคะ ^_^

TOP

วัดพรหมรังษี เป็นวัดตั้งอยู่ที่ซอย 11 และ ซอย 12 ถนนสาย 21 ตัดกับถนนสาย 3017 ต.ดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสรูปปัจุบันคือพระพิพัฒนาภรณ์

เหตุที่วัดนี้มีชื่อว่าวัดพรหมรังษี สืบเนื่องมาจากในอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ได้เดินธุดงค์และได้หยุดพักปักกลด ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาผู้ที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาจึงได้ร่วมใจกันสร้างวัดและศาสนสถานต่างๆ อย่างมากมายและใหญ่โต นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ปฏิบัติซึ่งเป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติถวายนามนี้เป็นอนุสรณ์ วัดนี้มีพระอุโบสถทรงจตุรมุข พระเจดีย์ทรงระฆังคล้ายพระบรมธาตุที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และสิ่งก่อสร้างอื่นที่มีความสวยงาม รอบๆ บริเวณมีความร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยและสะอาด

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ได้เข้าฝันนายสุรพงษ์ - นางอุบล ตรีรัตน์ ให้ไปเรียนพระธรรมปัญญาจารย์ (ทิม อุฑาฒิโม) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ให้ช่วยกันสร้างวัด ตอนแรกท่านไม่เชื่อจนเกิดอัศจรรย์ในนิมิต หลังจากนั้นได้รวมรวมผู้มีจิตศรัทธา โดยมีพลโท สมาน วีระไวทยะ เป็นหัวเรือใหญ่ จนวัดสำเร็จอย่างที่เห็น
07-IMGP1687.JPG
2017-2-6 12:16

07-IMGP1690.JPG
2017-2-6 12:17

TOP

หลวงปู่ทิมวัดพระขาว

ชีวประวัติหลวงปู่ทิม อตฺตสนฺโต วัดพระขาว ต.พระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา "เทพเจ้าแห่งความเมตตา"

ในปี พ.ศ.2456 ปีฉลู ชาวอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่างได้รับข่าวคราวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาของพระเกจิอาจารย์ ผู้ซึ่งมีวิชาอาคมคาถาและพระเวทที่เก่งกาจมากในยุคสมัยนั้น ท่านสามารถใช้คาถาอาคมสะบัดผ้าไปทางที่ไฟกำลังลุกไหม้ให้ดับได้อย่างใจนึก ท่านผู้นั้นคือ "หลวงพ่อปั้นวัดพิกุล"
07-IMGP1693.JPG
2017-2-6 12:20

07-IMGP1696.JPG
2017-2-6 12:21

TOP

ประวัติวัดลาดบัวขาว(ราชโยธา) แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร

        วัดลาดบัวขาว หรือวัดราชโธยา เป็นวัดโบราณ โดยพระยาราชโยธา (เนียม สิงหเสนี) และพระยาสุเรนทร์ราชเสนา (พึ่ง สิงหเสนี) สองพี่น้องบุตรเจ้าพระยามุขมนตรี (เกด สิงหเสนี) และเป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๕ หลังจากเสร็จสิ้นศึกสงครามอานามสยามยุทธ ที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก รับสนองพระบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกกองทัพออกไปป้องกันเขมรจากญวน ด้วยในเวลานั้นเขมรเป็นประเทศราชของสยาม โดยได้ยกกองทัพจากพระนครผ่านทุ่งบางกะปิและมีนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดลาดบัวขาวในปัจจุบัน ไปยังชายแดนเขมรที่จังหวัดสระแก้ว โดยได้ตั้งอธิษฐานว่าถ้าการทำศึกสำเร็จลุล่วงจะกลับมาสร้างวัด ณ ที่แห่งนี้ พอเสร็จสิ้นสงครามพระยาราชโยธา (เนียม สิงหเสนี) และพระยาสุเรนทร์ราชเสนา (พึ่ง สิงหเสนี) น้องชายของท่าน จึงได้กลับมาสร้างวัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ เมื่อสร้างวัดเสร็จเรียบร้อย พระยาราชโยธา (เนียม สิงหเสนี) ได้นิมนต์หลวงปู่ทอง (ทอง อายะนะ) จากวัดเงินบางพรม ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ชื่อว่า วัดลาดบัวขาว เนื่องด้วยวัดตั้งอยู่ใกล้กับบึงน้ำที่มีบัวขาวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ชาวบ้านนิยมเรียกชื่อวัดตามเดิมว่า วัดราชโยธาหรือวัดพระราชโยธา มาจนทุกวันนี้
07-IMGP1704.JPG
2017-2-6 13:34

07-IMGP1708.JPG
2017-2-6 13:35
07-IMGP1698.JPG
07-IMGP1702.JPG

TOP

วัดป่าสุทธาวาส  จ.สกลนคร

                         ประวัติวัดป่าสุทธาวาส

ประวัติความเป็นมา หลวงปู่เสาร์ กันตสีลเถระ กับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระได้รับการอาราธนาจาก อุบาสิกาสามพี่น้อง ได้แก่ นางนุ่ม, นางนิล ชุวานนท์ และนางลูกอินทร์ วัฒนสุชาติ ผู้มีความเลื่อมใสในพระอาจารย์ทั้งสอง มาจำพรรษา ณ เสนาสนะป่าบ้านบาก ต่อมาจึงได้ดำเนินการสร้างเป็นวัดป่าสุทธาวาส  ครั้งใน พ.ศ. 2484 ท่านจึงไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก จวบจนวาระที่ท่านใกล้มรณภาพจึงได้มาทิ้งขันธ์ ณ วัดป่าสุทธาวาสใน พ.ศ. 2492 ส่วนสภาพวัดในปัจจุบันยังคงความร่มรื่นร่มเย็น สมกับเป็นสถานที่ที่องค์หลวงปู่มั่นเลือกจะมาพักอาพาธ หลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ. 2492 แล้ว อาการป่วยขององค์หลวงปู่มั่นหนักขึ้นทุกวัน ท่านทราบถึงความเป็นไปในอนาคตแล้วปรารภที่จะไปมรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาสในเมืองสกลนคร จึงได้มีการจะนำท่านไปยังวัดป่าสุทธาวาส โดยอาราธนาท่านพักบนคานหามแวะพักที่ศาลาหลังเล็กวัดป่าบ้านกลางโนนภู่ก่อนเป็นเวลา 11 วัน การที่ท่านมาพักที่วัดป่าบ้านกลางโนนภู่นี้ก็เพื่อโปรดนายอ่อน โมราราษฎร์ผู้สร้างวัดนี้และเป็นโยมที่อุปัฏฐากที่คอยช่วยเหลือท่านที่วัดป่าบ้านหนองผือ  ตลอดระยะเวลา 5 ปี

ปัจจุบันกลายสภาพเป็นวัดป่ากลางเมือง เป็นสำนักเรียนสำคัญของพระภิกษุสงฆ์ในสกลนคร ปูชนียสถานสำคัญภายในวัดนอกจากอุโบสถและพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นแล้ว ก็ยังมี “จันทสารเจติยานุสรณ์” เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จนฺทสาโรอีกด้วย โดยเจดีย์นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสว่า “ควรสร้างเจดีย์ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ที่วัดนี้ มีอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระท่านจะได้อยู่ใกล้กัน”และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ร่างแบบเจดีย์องค์นี้ ด้วยพระองค์เอง พระราชทาน
07-IMGP1698.JPG
2017-2-6 13:38

07-IMGP1702.JPG
2017-2-6 13:38

ผลงานภาพและเนื้อหาทั้งหมดภายในเว็บไซท์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ หากชื่นชอบหรือต้องการนำไปเผยแพร่กรุณาแชร์ลิ้งค์กระทู้ไปนะคะ ขอบคุณคะ ^_^

TOP

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน วัดวังตะโก และวัดท้ายน้ำ เทพเจ้าแห่งอำเภอโพทะเลและเพชรน้ำเอกของจังหวัดพิจิตร

ชาติกำเนิด

         หลวงพ่อเงิน เดิมท่านชื่อเงิน เมื่อสมัยก่อนยังไม่ได้ใช้นามสกุล ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2351 ตรงกับศุกร์เดือน 10 ปีมะโรง บิดาของท่านชื่อ อู๋ เป็นชาวบ้านบางคลาน มารดาของท่านชื่อฟัก เป็นชาวบ้านแสนตอ จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์
07-IMGP1712.JPG
2017-2-6 13:40

07-IMGP1714.JPG
2017-2-6 13:41

TOP

07-IMGP1717.JPG
2017-2-6 13:42

07-IMGP1720.JPG
2017-2-6 13:42

TOP

ประวัติหลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม


ประวัติ หลวงพ่อบ้านแหลม หรือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม




ประวัติหลวงพ่อบ้านแหลม หรือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม
หลวงพ่อบ้านแหลม หรือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็น พระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร สูงประมาณ 2 เมตร 80 เซนติเมตร หล่อด้วยทองเหลืองปิดทอง "หลวงพ่อบ้านแหลม" ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือที่เรียกว่าวัดบ้านแหลม เป็นพระพุทธรูปสำคัญของชาวเมืองแม่กลอง หรือจังหวัดสมุทรสงคราม สำหรับ"หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" ซี่งเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงาม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ผสมด้วยทอง เงิน นาก พระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตรสูงเท่าคนจริง บริเวณฐานพระบาท มีดอกบัวรองรับพระบาทอยู่บนแท่นฐานแข้งสิงห์ ซึ่งก่อสูงขึ้นประมาณ 45 เซนติเมตร ส่วนองค์พระสูง 167 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรึอยุธยา ที่มีลักษณะเด่นก็คือ

พระพุทธรูปปางองค์นี้ มีพระพักตร์งดงามคล้ายพระพักตร์ของเทพบุตร โดยมีคนเคยกล่าวไว้ว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้(หลวงพ่อวัดบ้านแหลม) มีรูปพระพักตร์เป็นเทวดา และถือว่ามีเทพ หรือเทวดาเข้ามาสิงสถิตรักษา อยู่ในองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมอย่างแน่นอน หลวงพ่อวัดบ้านแหลม ตามตำนานเล่ากันว่า มีความสัมพันธ์กับ ตำนานพระพุทธรูปโสธร แต่มีเพิ่มเติมจำนวนพระพุทธรูปจาก 3 องค์ เป็น 5 องค์ กล่าวคือ มีเรื่องเล่ากันมาว่า มีพระพุทธรูป 5 องค์ ลอยน้ำมาจากเมืองเหนือ เมื่อมาถึงภาคกลางก็ได้แยกย้านกันไป ประดิษฐานอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ รวม 5 จังหวัด

องค์แรกได้ลอยมาตามแม่น้ำบางปะกง และได้ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดโสธร ได้ชื่อว่าหลวงพ่อโสธร


องค์ที่สอง ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี และได้ไปประดิษฐานที่วัดไร่ขิง เมืองนครชัยศรี ที่เป็นอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน ได้ชื่อว่าหลวงพ่อวัดไร่ขิง


องค์ที่สาม ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ไปประดิษฐานที่วัดบางพลี ณ ปากคลองบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้ชื่อว่าหลวงพ่อบางพลี



องค์ที่สี่ ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง และได้ไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม เมืองแม่กลอง ปัจจุบันคือจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าหลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อวัดบ้านแหลม


องค์ที่ห้า ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี และได้ไปประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี ได้ชื่อว่าหลวงพ่อเขาตะเครา
07-IMGP1724.JPG
2017-2-6 13:44

07-IMGP1726.JPG
2017-2-6 13:45

TOP

และตำนานพระกริ่ง และพระชัยวัฒน์
          ประวัติการสร้าง "พระกริ่ง" มีมาแต่โบราณ ประวัติพระกริ่ง เริ่มขึ้นที่ในประเทศทิเบต และจีน จึงเรียกติดปากว่า พระกริ่งทิเบต และพระกริ่งหนองแส พระกริ่งเป็น พระพุทธเจ้าปางมาช่วยโปรดสัตว์โลก หรือเรียกกันว่า "พระไภสัชคุรุ" เป็น พระพุทธเจ้าปางหนึ่งของลัทธิมหายาน ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นครูในด้านเภสัช คือ การรักษาพยาบาล ต่อมาได้แพร่หลายมาก นิยมสร้างในเขมร เรียกว่า พระกริ่งอุบาเก็ง หรือ พระกริ่งพนมบาเก็ง และพระกริ่งพระปทุมสุริยวงศ์
          สำหรับพระกริ่งที่มีชื่อเสียงทรงคุณวิเศษหลายประการมีผู้นิยมนับถือกันมากยิ่งในปัจจุบันนี้ยิ่งหายาก ต้องยกให้ พระกริ่งวัดสุทัศนฯ เพราะสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้างไว้จำนวนไม่มาก พระกริ่งวัดสุทัศน์ สาเหตุที่ทรงสร้าง พระกริ่งวัดสุทัศน์นั้นเนื่องจากเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเคยรักษาผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคให้หายได้ ด้วยการอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ แล้วโปรดให้น้ำนั้นแก่ผู้ป่วยดื่ม ปรากฏว่าหายอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้วก็อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประทานแก่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทาหายอาพาธเป็นปกติ
          สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวรารามได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งเรื่อยมา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง จนเจนจบ เมื่อจะมีการสร้างพระกริ่งขึ้นครั้ง
07-IMGP1729.JPG
2017-2-6 13:48

07-IMGP1732.JPG
2017-2-6 13:48

TOP

07-IMGP1734.JPG
2017-2-6 13:49

07-IMGP1738.JPG
2017-2-6 13:49

ผลงานภาพและเนื้อหาทั้งหมดภายในเว็บไซท์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ หากชื่นชอบหรือต้องการนำไปเผยแพร่กรุณาแชร์ลิ้งค์กระทู้ไปนะคะ ขอบคุณคะ ^_^

TOP

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) นามเดิมว่า เจริญ ในสกุล สุขบท เป็นบุตรอุบาสกทองสุข อุบาสิกาย่าง ตั้งบ้านเรือนอยู่สะพานแม่ย่าง ตำบลตลาดกลาง อำเภอบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี เกิดในรัชกาลที่ 5 วันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศาสนกาล 2415 ตรงกับวันอังคารขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 อุตรษาฒ ปีวอก จุลศักราช 1234


ในปีที่จะเกิดนั้นอุบาสกทองสุข ฝันว่า มีผู้นำช้างเผือกมาให้ ถึงเรื่องนี้จะเป็นเพียงความฝัน แต่โบราณก็ถือกันมาว่าเป็นมงคลนิมิตสำคัญอย่างหนึ่ง

เมื่ออายุได้ 8 ขวบ ไปเป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณชลโธปมคุณมุนี (ปุณฺณโก พุฒ) แต่ยังเป็นพระอธิการวัดเขาบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ท่านเจ้าคุณชลโธปมคุณมุนีนั้น เป็นสัทธิวิหาริก ข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงผนวช เมื่อท่านเจ้าคุณชลโธปมคุณมุนีบวชครั้งแรก เป็นที่สมุห์ฐานานุกรมของพระศรีวิสุทธิวงศ์ (สมณศักดิ์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร ฟัก เมื่อครั้งบวชเป็นพระ ) ขณะที่บวชเป็นพระได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษพอประมาณ ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชและขึ้นครองราชย์ จึได้ลาสิกขาเข้ารับราชการ ได้เป็นขุนสาครวิสัย ในกรมมหาดเล็ก ครั้นออกจากราชการตอนปัจฉิมวัยจึงบวชอีกครั้งหนึ่ง สถิตย์อยู่วัดบุบผาราม ธนบุรี ครั้นจุลศักราช 123 รัตนโกสินทร์ศก 89 ตรงกับ พ.ศ. 2412 (สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครองราชย์เป็นปีที่สอง) เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ได้อาราธนาพระอาจารย์พุฒ ปุณณกเถระ จากวัดบุบผาราม มาเป็นเจ้าอธิการ วัดเขาบางทราย ต่อมาเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี ทรงทราบประวัติเดิมของท่านอธิการพุฒ ทรงพระราชดำริว่า ท่านอุตส่าห์สั่งสอนศิษย์มากและเป็นข้าหลวงเดิม จึงทรงตั้งเป็นพระครูชลโธปมคุณมุนี เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี ต่อมาโปรดให้เลื่อนเป็นพระชลโธปมคุณมุนี ที่พระราชาคณะ
08-IMGP1741.JPG
2017-2-6 13:51

08-IMGP1744.JPG
2017-2-6 13:52

TOP

08-IMGP1909.JPG
2017-2-6 14:15

08-IMGP1912.JPG
2017-2-6 14:15

TOP

ไม่มีรายละเอียด
08-IMGP1914.JPG
2017-2-6 14:19

TOP

08-IMGP1920.JPG
2017-2-6 14:20

08-IMGP1924.JPG
2017-2-6 14:20

TOP

08-IMGP1928.JPG
2017-2-6 14:21

08-IMGP1932.JPG
2017-2-6 14:21

ผลงานภาพและเนื้อหาทั้งหมดภายในเว็บไซท์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ หากชื่นชอบหรือต้องการนำไปเผยแพร่กรุณาแชร์ลิ้งค์กระทู้ไปนะคะ ขอบคุณคะ ^_^

TOP

กลับไปยังรายบอร์ด